ป้าย shelf talker ตัวช่วยเรียกลูกค้าหน้าร้าน ดันยอดขายพุ่ง

เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ เวลาเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านสะดวกซื้อ กะว่าจะไปซื้อแค่น้ำยาล้างจานสักขวด แต่พอเดินไปถึงหน้าชั้นวางสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับป้ายเล็ก ๆ ที่ยื่นออกมาจากชั้นวาง เขียนตัวโต ๆ ว่า “ซื้อ 1 แถม 1” หรือ “สินค้าขายดีอันดับ 1” รู้ตัวอีกที ในตะกร้าเราก็มีของชิ้นนั้นนอนอยู่เรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ตอนแรกไม่ได้คิดจะซื้อเลยด้วยซ้ำ นี่แหละครับคือพลังของสิ่งที่เรียกว่า ป้าย shelf talker หรือถ้าแปลไทยง่ายๆ ก็คือ ป้ายพูดได้บนชั้นวาง ถึงมันจะไม่มีเสียงก็เถอะ เจ้า ป้ายโฆษณาสินค้า ตัวนี้ถือเป็นอาวุธลับชิ้นสำคัญที่เจ้าของร้านค้าปลีก ร้านยา หรือแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ขาดไม่ได้เลย เพราะในยุคที่สินค้าบนชั้นวางมีให้เลือกเป็นร้อยเป็นพันยี่ห้อ การจะทำให้สินค้าของเรา เตะตา ลูกค้าได้ในเสี้ยววินาที มันต้องมีตัวช่วย
คุณลองคิดดูง่าย ๆ ถ้าสินค้าวางเรียงกันเป็นตับ หน้าตาคล้าย ๆ กันหมด ลูกค้าก็คงหยิบแต่ยี่ห้อเดิมที่เคยใช้ หรือไม่ก็ยืนงงเลือกไม่ถูก แต่พอมี shelf talker ยื่นออกมา มันเหมือนมีพนักงานขายมายืนกวักมือเรียกแล้วบอกว่า “ทางนี้ ๆ ของดีอยู่นี่!” ซึ่งการทำตลาด ณ จุดขาย (Point of Sale) แบบนี้ มันได้ผลชะงัดนักแล เพราะมันไปสะกิดต่อมอยากซื้อของลูกค้าหน้างานทันที
ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกกันแบบภาษาคนทำมาค้าขายว่า เจ้าป้ายตัวเล็ก ๆ นี้ มันช่วยระเบิดยอดขายได้อย่างไร ทำไมแบรนด์ใหญ่ ๆ ถึงทุ่มงบทำกันจัง และถ้าเราอยากทำบ้าง ต้องเริ่มยังไงให้ปัง ไม่พัง ไม่เปลืองงบ รับรองว่าอ่านจบ คุณจะอยากลุกไปติดป้ายที่ร้านเดี๋ยวนี้เลยครับ
ทำไม ป้าย shelf talker ถึงเป็น ทีเด็ด ที่ร้านค้าต้องมีติดชั้นวาง?
1. สร้างจุดเด่นให้เห็นแต่ไกล ดึงลูกค้าให้หยุดมอง
เคยได้ยินคำว่า “ของดีแต่ไม่มีใครเห็น ก็เท่ากับไม่มี” ไหม? นี่คือปัญหาโลกแตกของการจัดเรียงสินค้าเลย ลองจินตนาการภาพเวลาเราเดินซื้อของในห้างฯ ทางเดินยาว ๆ สองข้างทางเต็มไปด้วยสินค้าละลานตา ถ้าสินค้าของเราวางแบน ๆ ราบไปกับชั้นวาง โอกาสที่ลูกค้าจะเดินผ่านเลยไปมีสูงมาก ต่อให้สินค้าเราดีแค่ไหน แพ็กเกจจิ้งสวยยังไง แต่ถ้ามันจมไปกับคู่แข่ง ก็จบเห่ครับ
หน้าที่แรกและหน้าที่สำคัญที่สุดของ shelf talker คือการทำตัวเป็น ตัวขัดจังหวะสายตา ธรรมชาติของคนเราเวลาเดินดูของ สายตาจะกวาดไปเรื่อย ๆ แต่พอมีอะไรยื่นออกมา หรือเด้งออกมาจากระนาบปกติ สายตาเราจะถูกบังคับให้หันไปมองโดยอัตโนมัติ มันเป็นจิตวิทยาพื้นฐานเลยครับ ซึ่งเจ้าป้ายที่ยื่นออกมานี่แหละ จะช่วยแบ่งเขตแดนสินค้าของเราให้ชัดเจนขึ้น เหมือนบอกอาณาเขตว่า “ตรงนี้แบรนด์ฉันนะ”
ยิ่งถ้าเราใส่ลูกเล่นเข้าไปหน่อย ไม่ใช่แค่กระดาษสี่เหลี่ยมธรรมดา แต่ไดคัทเป็นรูปทรงแปลก ๆ หรือใช้สีที่ตัดกับคู่แข่งข้าง ๆ เช่น ถ้าคู่แข่งสีน้ำเงิน เราทำป้ายสีส้มแสด ๆ ไปเลย รับรองว่าลูกค้าต้องชะงักมองแน่นอน และช่วงเวลาที่ลูกค้าหยุดมองนี่แหละครับ คือ นาทีทอง ถ้าเราหยุดเขาได้ เราก็มีโอกาสขายได้ไปแล้วกว่า 50%
อีกอย่างที่สำคัญคือ มันช่วยลูกค้าหาของง่ายขึ้นด้วยครับ สมมติลูกค้ากำลังมองหา “สูตรน้ำตาลน้อย” แต่สินค้าเรียงกันเป็นสิบสูตร ตาลายไปหมด ถ้าเรามี shelf talker แปะบอกชัดๆ ว่า “สูตร Low Sugar” ลูกค้าก็จะพุ่งเป้ามาหยิบของเราทันที โดยไม่ต้องเสียเวลายืนเพ่ง นี่คือการอำนวยความสะดวกที่เปลี่ยนมาเป็นยอดขายได้จริง ๆ
2. ปิดการขายด้วยโปรโมชั่น และความน่าเชื่อถือ แบบไม่ต้องง้อพนักงาน
เคยไหม? สนใจสินค้านะ หยิบขึ้นมาดูแล้ว แต่… วางกลับไปที่เดิม เพราะ ลังเล ไม่แน่ใจว่าราคานี้คุ้มไหม? หรือยี่ห้อนี้ใช้ดีจริงหรือเปล่า? แล้วแถวนั้นก็ไม่มีพนักงานให้ถามด้วย สุดท้ายลูกค้าก็เดินหนีไป ปัญหานี้แก้ได้ด้วย shelf talker เพราะมันทำหน้าที่เป็น พนักงานขาย ที่สแตนด์บายรอปิดการขายให้เราตลอด 24 ชั่วโมง
สิ่งที่ลูกค้าอยากรู้หน้างานมากที่สุดหนีไม่พ้นเรื่อง ราคา และ ความคุ้มค่า ครับ การใช้ป้ายพวกนี้เพื่อบอกโปรโมชั่นแรง ๆ เช่น ลดราคาพิเศษ, ซื้อ 2 ถูกกว่า, หรือ “เฉพาะสมาชิก” มันช่วยกระตุ้นการตัดสินใจแบบฉับพลันได้ดีมาก อารมณ์แบบว่า “เฮ้ย! ลดเยอะขนาดนี้ ต้องจัดแล้วป่ะ” ทั้งที่ตอนแรกอาจจะไม่ได้อยากได้ขนาดนั้น
นอกจากเรื่องราคาแล้ว เรื่องความเชื่อมั่นก็สำคัญ สำหรับแบรนด์ใหม่ ๆ หรือสินค้าที่คนยังไม่คุ้น การใช้ shelf talker มาช่วยการันตี จะช่วยให้ลูกค้ากล้าหยิบมากขึ้น เช่น ใส่ข้อความว่า ยอดขายอันดับ 1, รางวัลชนะเลิศ…, หรือ แนะนำโดย… ข้อความพวกนี้มันคือ Social Proof หรือเครื่องยืนยันทางสังคมที่ทรงพลังมาก ลูกค้าจะรู้สึกว่า สินค้าชิ้นนี้คนเขาฮิตกัน น่าจะดีจริง” ความเสี่ยงในใจลูกค้าลดลง โอกาสหยิบใส่ตะกร้าก็เพิ่มขึ้น
คุณลองคิดง่าย ๆ ระหว่างสินค้า A วางเฉย ๆ กับสินค้า B ที่มีป้ายบอกว่า “สินค้าขายดี! ลด 50% วันสุดท้าย” เป็นคุณจะหยิบอันไหน? ร้อยทั้งร้อยก็ต้องหยิบ B ครับ เพราะมันกระตุ้นความรู้สึกว่า คุ้มค่า และ ต้องรีบซื้อ นี่แหละครับหน้าที่ของป้ายเล็ก ๆ ที่สร้าง Impact มหาศาลให้กับยอดขาย
3. .ใส่ใจเรื่องดีไซน์และวัสดุ อย่าทำแบบขอไปที!
มาถึงหัวข้อที่หลายคนชอบตกม้าตาย เพราะบางคนเข้าใจว่า shelf talker ก็แค่ป้ายบอกราคา เอากระดาษ A4 ปริ้นท์ขาวดำ แปะสก๊อตเทปก็ได้… บอกเลยว่าคุณคิดผิด เพราะป้ายพวกนี้มันคือ หน้าตา ของแบรนด์คุณ ณ จุดขาย ถ้าป้ายดูเก่า ยับเยิน หรือดูราคาถูก สินค้าของคุณก็จะดูเกรดตกลงไปทันทีในสายตาลูกค้า
เรื่องการออกแบบ (Design) กฎเหล็กคือ ต้องอ่านง่าย แป๊บเดียวรู้เรื่อง เพราะลูกค้าไม่ได้มาหยุดยืนอ่านเรียงความ เรามีเวลาแค่ 1-3 วินาทีที่จะสื่อสาร ดังนั้น ตัวหนังสือต้องใหญ่ สั้น กระชับ ใช้สีที่ดึงดูด และที่สำคัญ Call to Action หรือคำกระตุ้นต้องชัด เช่น คำว่า ลด, แถม, ใหม่ ต้องเด้งเข้าตามาเลย อย่าพยายามยัดเยียดข้อมูลเยอะเกินไปจนรก พื้นที่มันมีนิดเดียวครับ เลือกเอาเฉพาะจุดขายที่เด็ดที่สุดมาใส่ก็พอ
เรื่องวัสดุ (Material) อันนี้ต้องดูตามสถานการณ์ ถ้าเป็นโปรโมชั่นสั้น ๆ 7 วัน 15 วัน ใช้กระดาษอาร์ตการ์ดหนา ๆ หน่อยก็พอไหว แต่ถ้ากะจะติดยาว ๆ เป็นเดือน หรือสินค้าต้องอยู่ในตู้แช่ที่มีความชื้น ห้ามใช้กระดาษเด็ดขาด เพราะมันจะเปื่อย ยุ่ย และดูสกปรกมาก ต้องลงทุนใช้พลาสติก PVC หรือ PP ที่กันน้ำ ทนทาน เช็ดทำความสะอาดได้ สีไม่ซีดจางง่าย ๆ
อีกทริคหนึ่งที่อยากแนะนำคือ การทำ Die-cut (ไดคัท) ครับ คือการตัดขอบป้ายตามรูปทรงต่าง ๆ ไม่ใช่แค่สี่เหลี่ยมทื่อ ๆ เช่น ตัดเป็นรูปขวดสินค้า หรือตัดโค้ง ๆ ให้ดูมีมิติ มันจะช่วยเพิ่มลูกเล่นและความน่าสนใจได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แค่ลงทุนเพิ่มอีกนิด แต่ภาพลักษณ์สินค้าดูดีขึ้นจมหู คุ้มค่าแน่นอนครับ
สรุป
อ่านมาถึงตรงนี้ ทุกคนน่าจะเห็นภาพชัดเจนแล้วนะครับว่า ป้าย shelf talker ไม่ใช่แค่ของประดับตกแต่งชั้นวางให้ดูรก ๆ แต่มันคือเครื่องมือทางการตลาดที่ จิ๋วแต่แจ๋ว ของจริง มันคือด่านสุดท้ายที่จะเปลี่ยน คนเดินดูของ ให้กลายเป็น ลูกค้าที่จ่ายเงิน
ถ้าสรุปสั้นๆ ให้เข้าใจง่าย การทำ shelf talker ที่ดี ต้องตอบโจทย์ 3 ข้อนี้ให้ได้
- ต้องเด่น ติดแล้วต้องเห็นแต่ไกล ดึงสายตาให้หยุดมองได้
- ต้องโดน ข้อความต้องกระแทกใจ ไม่ว่าจะด้วยโปรโมชั่นหรือจุดเด่นสินค้า
- ต้องดูดี ออกแบบสวย วัสดุดี สมราคาสินค้า ไม่ใช่แปะแบบขอไปที
ในยุคที่การแข่งขันสูงขนาดนี้ ใครแย่งพื้นที่สายตาลูกค้าได้มากกว่า คนนั้นชนะ การลงทุนทำ ป้ายโฆษณา พวกนี้ต้นทุนต่อชิ้นมันต่ำมากเมื่อเทียบกับสื่อโฆษณาอื่น ๆ แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันวัดผลได้ทันทีที่หน้าแคชเชียร์ หากคุณเป็นเจ้าของร้าน หรือเจ้าของแบรนด์ แล้วยังปล่อยให้ชั้นวางสินค้าดูเงียบเหงาอยู่ แนะนำให้ลองเริ่มทำป้ายมาติดดู โดยเริ่มจากสินค้ายอดฮิต หรือสินค้าที่อยากดันยอดก่อนก็ได้ แล้วคุณจะตกใจว่า แค่กระดาษหรือพลาสติกแผ่นเล็ก ๆ แผ่นเดียว มันช่วยดันยอดขายได้มากกว่าที่คิดไปไกล
หากต้องการสั่งพิมพ์ ป้าย shelf talker ที่ได้มาตรฐาน สีคมชัด เสร็จตรงเวลา
ต้องเลือกใช้บริการจาก Europrinting
เพราะเราเชี่ยวชาญด้านงานพิมพ์ทุกชนิด ด้วยระบบการพิมพ์ออฟเซ็ท พร้อมกับประสบการณ์มากกว่า 25 ปี ที่จะคอยดูแล แนะนำ และมอบประสบการณ์ดี ๆ ให้กับทางลูกค้าผ่านงานที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ และเสร็จตรงเวลา อีกทั้งเรายังใส่ใจทุกรายละเอียดในทุก ๆ ขั้นตอน โดยจะมีการตรวจสอบคุณภาพงานอย่างเข้มงวดก่อนที่จะส่งงานให้กับลูกค้า ซึ่งทางลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่างานที่ออกมาจะได้มาตรฐานและตรงความต้องการของลูกค้ามากที่สุด โดยไม่ว่างานพิมพ์ ป้าย shelf talker จะมีการออกแบบและจัดวางทั้งลวดลาย สี รูปทรง หรือข้อความตัวอักษร มาในรูปแบบไหน ทางเรารับรองว่างานที่ได้ออกมานั้นจะตรงกับแบบที่ท่านต้องการแน่นอน
”เราไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาคุณภาพของสินค้าและบริการ พร้อมที่จะดูแล แนะนำ และมอบประสบการณ์ดี ๆ ให้กับทุกคน”
สามารถติดต่อสอบถาม Euro printing ทางช่องทางอื่นได้ที่
Facebook : Euro printing
Instagram : Euro.printing
Line : @Europrinting
Call : 065-359-3959

